Night Trip Vol.4 ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้

เห็นพี่ป็อกอดใจไม่ไหว จนต้องออกไปปั่นบ้าง เลยมาเขียนยั่วอีก
ช่วงนี้เลยแทบจะมีแต่เรื่องจักรยาน อย่าเพิ่งเบื่อกันนะ

คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาเบิ้มกลับเชียงราย เราเลยไม่มีเจ้าภาพที่หน้าตึกวิศวะ ม.เกษตร
เลยเปลี่ยนไปนัดเจอกันที่เมเจอร์รัชโยธินแทน
คราวนี้ใช้บริการ K2 attack 4.0 รถ cross country คันเก่ง
พร้อมกับโน่ที่ได้เฟรมใหม่มาสดๆ ร้อนๆ จากเฟรม Planet X สีดำ
กลายมาเป็น Mountain Cycle สีเขียวครีมแทน คงได้โดดสะใจแน่

พี่ผึ้งตามมาสมทบด้วยรถ cross country เหมือนกัน
“คันนี้ไม่ค่อยได้เอามาปั่น” พี่ผึ้งบอกถึงสาเหตุที่ไม่เอา Scott รังนกคันเก่ามา
เราเลยได้เห็น Jamis XC Expert เป็นรถฟูลซัสเพ็นชั่น โช้คหน้าหลังของ Fox ทั้งคู่
เพราะ Scott พี่เค้าเป็นรถโดด ดัดแปลงเกียร์เป็น single speed
(คำเรียกหรูๆ ของรถที่ไม่มีชุดเฟืองหลัง หรือบางคนมีแต่ก็ทำให้มันเปลี่ยนเกียร์ไม่ได้ซะ)
ถ้าจะเอามาปั่นไกลๆ กันแบบนี้คงเหนื่อยแย่

เราตกลงไปสมทบกับกลุ่มของบอย ที่สะพานพระราม 8 แหล่งประจำ
ออกจากรัชโยธินก็ตัดเข้าวิภาวดี ทะลุไปทางกำแพงเพชร 2 ผ่านหมอชิต
คืนนี้หมอชิตค่อนข้างพลุกพล่านไปทั้งรถทั้งคน คงเพราะหยุดยาว คนกลับบ้านกันเยอะ
ปั่นไปจนทะลุออกประดิพัทธ์ เราก็เลี้ยวไปตามถนนสามเสนเลียบแม่น้ำ ผ่านเทเวศน์
ไปจนถึงพระราม 8 แล้วก็ข้ามไปใต้สะพานฝั่งธนบุรี

ไปถึงก็พบบอยกำลังปะยางรถคันนึงอยู่ เป็นภาพพจน์ประจำตัวของทีมชาติขาโหดคนนี้ไปแล้ว
หมอจะเอารถชาวบ้้านมาปั่นมาโดด จนรถเค้าต้องมีอันเป็นไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ผมเลยเรียกเค้าว่า “บอย เดอะเดสทรอยเยอร์” แต่สบายใจได้ เพราะถึงจะมีอะไรบุบสลาย
เดี๋ยวบอยก็จัดการซ่อมแซมให้ด้วยความชำนาญ ส่วนมากก็คือยางแตกตอนโดดนี่แหละ

นั่งพักกันสักครู่ ดูรถคนนู้นคนนี้กระตุ้นต่อมกิเลสไปได้ซักพัก สมาชิกเริ่มหนาตาขึ้นแล้ว
คุณตำรวจ(ส์)ก็เริ่มมาดูแล เป็นสัญญาณว่าใกล้สี่ทุ่ม เราต้องออกจากบริเวณใต้สะพาน
เพราะได้เวลาปิด บอยปะยางและทดสอบรถเรียบร้อย ขอบคุณพี่ตำรวจเสร็จ เราก็ออกปั่นกัน

คราวนี้ไม่สามารถทำแผนที่ประกอบได้ เพราะเจ้าถิ่นฝั่งธนทั้งหลายพาซอกแซกมาก
เข้าไปตามทางเดินเล็กๆ ทางสะพานชุมชนริมน้ำอันน่าหวาดเสียวกว่าคราวที่ปั่นข้าม
สะพานพระราม 6 เสียอีก เพราะทางแคบกว่า แล้วก็ไม่มีราวกั้นเลย
รู้สึกดีใจชะมัดที่ติดไฟหน้าไฟหลังมาด้วย

เลาะไปเลาะมาได้พักใหญ่ ออกมาทะลุใต้สะพานข้ามคลองบางกอกน้อยก็ได้เรื่อง
น้องตี๋ สมาชิกรุ่นเยาว์คนนึงไม่รู้ไปพลาดอีท่าไหน เห็นอีกทีก็หน้าแข้งขวาแหวกเป็นทางยาว
ประมาณซัก 6 นิ้วได้ พอเห็นแผลและเลือด รู้สึกโล่งใจอีกที ที่ตัวเองใส่สนับแข้งมาทุกครั้ง
ก็ปฐมพยาบาลห้ามเลือดกันก่อน เลยสละผ้าเช็ดหน้าให้ไปชุบน้ำปิดแผลไว้ก่อนที่จะเรียกแท็กซี่
ให้ไปส่งที่ศิริราชเพื่อเย็บแผล แล้วเราก็ปั่นข้ามสะพานไปรอที่โรงพยาบาล
โดยบอยรับอาสาควบสองคัน ปั่นรถตัวเองพร้อมจูงรถคนเจ็บไปด้วย

มาถึงโรงพยาบาลพวกเราก็นั่งรอนั่งคุยวิเคราะห์สาเหตุกันไป จากประสบการณ์ส่วนใหญ่
ก็เห็นพ้องกันว่าคงเพราะจังหวะโดด แล้วเท้าหลุดจากบันไดรถ แล้วก็โดดบันไดรูดเอา
ซึ่งเคยเป็นกันทุกคน สังเกตจากหน้าแข้งของนักปั่นทั่วไปได้
ตอนมาถึงเราก็ส่งตัวแทนไปดูอาการตี๋ในห้องฉุกเฉิน ตอนนี้เองที่เราสำนึกกันได้ว่า
“เฮ้ย ตี๋มันชื่อจริงว่าอะไรวะ” ปรากฏว่าไม่มีใครรู้ กลายเป็นว่าไม่รู้ตอนนี้ตี๋อยู่ไหน!!!

นี่เองที่ผมเพิ่งรู้ตัวว่า ไม่มีใครรู้ชื่อจริงของกันและกันเลยซักคน แม้กระทั่งบอยที่ทุกคนรู้จัก
เหมือนเป็นศูนย์กลางของคนที่มาปั่นด้วยกัน (เพราะบอยมันรู้จักเค้าไปทั่ว)
ยืนงงกันอยู่พักนึง ก็มีแท็กซี่วิ่งเข้ามาส่งคนเจ็บ ตี๋เพิ่งมาถึง!!?
นั่นเพราะเราปั่นจักรยานจนเคยตัว ลืมไปว่ารถยนต์มันต้องไปอ้อมไกลกว่า
แถมรถก็ติดกว่า (เป็นไงล่ะ มาปั่นจักรยานกันเถอะ)

ก็รีบเอารถเข็นมารับ แล้วก็นั่งรอกันยาวเลย ราวๆ เที่ยงคืนตี๋ก็ถูกปล่อยออกมา
พร้อมผ้าพันแผลเรียบร้อย ตี๋บอกว่าโดนสอยไป 13 เข็ม
เราก็จัดการถอดล้อรถ ส่งตี๋พร้อมจักรยานขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน
พร้อมอวยพรให้รอดปลอดภัยจากการโดนแม่ดุ
“แม่ด่าแปลว่าแม่รัก” บอยบอกอย่างมั่นใจเหมือนมีประสบการณ์มาก่อน

ตอนนี้เราก็แยกย้ายกัน กลุ่มพี่ช้างกับน้องบางส่วนกลับทางเดิม ได้ยินว่าจะไปราชดำเนิน
พวกผมเบื่อราชดำเนินแล้ว เลยบอกบอยให้นำทางไปสะพานพุทธฯ
ได้ปั่นทางฝั่งธนบ้างก็แปลกหูแปลกตาดี ชอบถนนปูหินแผ่นแถวกองทัพเรือมาก
หินขรุขระทำให้ปั่นสนุก รู้สึกว่าโช้คหน้าหลังของรถได้ทำงานคุ้มค่าตัว

บอยพาลัดเลาะอีกครั้ง จำได้แว๊บๆ ว่าไปทางวัดกัลยาณมิตร ลงท่าน้ำ
เลียบไปตามทางเดินริมแม่น้ำ แล้วตัดเข้าทางเดินชุมชนริมน้ำอีกที
ช่วงนี้เป็นทางเดินปูไม้ระแนง เสียงกึงกังจนกลัวชาวบ้านเค้าจะตื่นมาดุเอา
แต่ก็เบาใจ เมื่อยังเห็นมอร์เตอร์ไซค์วิ่งอยู่บ้าง แล้วก็ยังมีจอดอยู่ประปราย
เลยคิดว่าเค้าน่าจะชินกับเสียงรถ เสียงไม้ตอนกลางคืนแล้ว เพราะยังมีคน
มานั่งดื่มกิน ตกปลาริมน้ำกันให้ครึกครื้น

เผลอแป๊บเดียวก็ถึงเชิงสะพานพุทธแล้ว การปั่นข้ามสะพานพุทธไม่ลำบาก
เพราะไม่ชันเหมือนสะพานพระปิ่นเกล้า บนสะพานก็มีคนเยอะ
เห็นมีหนุ่มสาวมานั่งคุยปรึกษาปัญหาชีวิตกันเต็มไปหมด เชิงสะพานก็มีตลาดนัด
พอข้ามมาถึงฝั่งพระนครก็มีน้องบางส่วนแยกย้ายกลับ เราก็เลยปั่นเข้าเยาวราช
หาของกิน

ถึงไชน่าทาวน์เมืองไทยก็เกือบตีหนึ่ง บอยพาไปร้านน้ำผลไม้ปั่นตรงตลาดเก่า
ก็นั่งพักกินน้ำปั่นดับกระหาย ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้าน
แม่ค้าน้ำปั่นดูแลพวกเราดีมากจนน่าสงสัย ที่แท้ก็รู้จักกับบอยเพราะเป็นขาประจำ
หมอนี่รู้จักคนเค้าไปทั่วจริงๆ แฮะ

ขากลับเหลือกันสามหน่อเหมือนเดิม ก็ปั่นออกมาทางเสือป่าข้าง รพ.กลาง
เลี้ยวขวาขึ้นสะพานยศเส เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 6 แล้วก็อัดยาวถึงแยกประดิพัทธ์
แล้วเลี้ยวขวาขึ้นแยกสะพานควาย พี่ผึ้งก็แยกไปทางซ้ายเพื่อกลับบ้านที่รัชโยธิน
ผมกับโน่ออกขวานิดเดียวก็ถึงที่พักประมาณตีสองเศษๆ
ก่อนแยกกันก็ถามระยะทางจากพี่ผึ้งที่มีไมล์ดิจิทัลติดรถอยู่ด้วย
ทราบว่าประมาณ 40 กม. ใช้ได้…ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป

สรุปว่าจบทริปนี้ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าตี๋กับบอยมีชื่อจริงว่าอะไรกัน…

One thought on “Night Trip Vol.4 ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้”

  1. ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่น่าสนใจ หาเพื่อน มาอ่านได้เรื่อยๆนะครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published.